ร้อยกรอง - ลองอ่าน

                                         

                                                       ร้อยกรอง – ลองอ่าน
   : สาระความรู้และกลวิธีการอ่านบทร้อยกรองที่ครูภาษาไทยและนักเรียนมัธยมศึกษาทุกคนควรอ่าน
                                                                                                                                                                                      ทองใบ แท่นมณี
 
                นักเรียนระดับมัธยมศึกษาหรือเตรียมอุดมศึกษา (ม. ๗ – ม.๘) ในสมัยที่ผู้เขียนยังเป็นนักเรียน ได้รับการฝึกฝนในการอ่านร้อยกรองค่อนข้างมาก ประมาณว่าน่าจะมากกว่านักเรียนสมัยนี้ ทั้งยังมีบทอาขยานให้ท่องด้วย ครูรุ่นเก่าจะเคี่ยวเข็ญในการอ่านบทร้อยกรอง และมีบททดสอบที่นำมาจากวรรณคดีต่าง ๆ มาทดลองให้อ่านดูว่า บททดสอบบางคำ – บางวรรค ลองให้นักเรียนสมัยนี้อ่านก็เห็นว่าอ่านกันไม่ใคร่ถูกเป็นส่วนมาก บางคนเรียนสูงกว่ามัธยมก็ยังอ่านไม่ค่อยถูกและบ่นว่าไม่เคยสัมผัสบทเรียนอย่างนี้มาก่อน ในที่นี้จะทดลองเสนอบทร้อยกรองตัวอย่างให้ทดลองอ่านดูและประเมินว่าศิษย์ของท่านอ่านถูก – อ่านเป็นมากน้อยเพียงใด ดังนี้
                ๑. กระจิริด   คำนี้พจนานุกรมฯ เดิมไม่ได้บอกเสียงอ่าน แต่พจนานุกรมฯ ปัจจุบัน ให้อ่านว่า กฺระ – จิ – หฺริด แต่คนส่วนมากมักอ่านว่า กฺระ – จิ – ริด ตัวอย่างที่มักอ่านผิด เช่น
                                - ไอ้วานรตัวนี้กระจิริด                แต่มีฤทธิ์กว่ายักษ์หนักหนา (รามเกียรติ์ ร. ๒)กลอนนี้ถ้าใครยังอ่านว่า กฺระ – จิ – ริด ก็แปลว่ายังอ่านไม่เป็น เพราะจะไปซ้ำเสียงกับคำว่า ฤทธิ์ ในวรรคต่อไป
                ๒. กรรุณา คำนี้พจนานุกรมฯ ให้อ่าน กฺระ – รุ – นา ทำนองว่าแผลง กะ เป็น กระ ตามหลักการแผลงอักษร แต่ในบทร้อยกรองเข้าใจว่าท่านให้อ่านว่า กัน – รุ – นา เช่น
                                - เหมือนพระจันทร์กรรุณาให้ตายาย (รำพันพิลาป)
                                - ถึงกระนั้นกรรุณาเมตตาน้อง (พระอภัยมณี)
                                - แม้นรักใครให้คนนั้นกรรุณา (นิ. วัดเจ้าฟ้า)
ดังนี้ จะเห็นได้ว่า อ่านว่า กัน – รุ – นา   ได้สัมผัสในดีกว่า อนึ่ง ในหนังสือโบราณ เช่น กฎหมายตราสามดวง (ซึ่งเป็นร้อยแก้ว) ก็ยังให้อ่านว่า กัน – รุ – นา เช่น ทรงพระกรรุณา เป็นต้น คำพิพากษาหน้าพระที่นั่ง ร. ๓ จ.ศ. ๑๑๙๒ (พ.ศ. ๒๓๗๓) พิพากษาเรื่อง หญิงเพชรบุรีปลอมเป็นพระองค์เจ้าเกษร ในคำพิพากษาก็เขียนคำอ่านไว้ว่า กัน – รุ – นา (กัรรุณา มีไม้หันอากาศด้วย) อนึ่ง หนังสือกลอนเก่า ๆ ที่เขียนตามเสียงอ่านก็ใช้ กันรุณา เช่น กลอนสวดเรื่อง โสวัตกุมาร เป็นต้น
                ๓. สัประยุทธ์ คำนี้ พจนานุกรมฯ ให้อ่าน สับ –ปฺระ – ยุด แต่ในบทร้อยกรองที่เป็นวรรครับจะอ่านอย่างนั้นไม่ได้เพราะในวรรคนี้ต้องอ่านชักเสียงให้สูงขึ้นเป็นเสียงเอก ว่า สับ – ปฺระ – หฺยุด เช่น
                                - ปีกขวาปีกซ้ายออกรายรับ          เคี่ยวขับรณรงค์ยงยุทธ์
                                   ต่างเข้ารุกโรมโถมแทง              ไม่ย่อท้อต่อแย้งสัประยุทธ์ (อิเหนา)
ดังนี้ จะเห็นว่า คำนี้ต้องอ่านว่า สับ – ปฺระ – หฺยุด แน่นอน เพราะกลอนวรรคส่งมีคำว่า ยงยุทธ์ อ่านว่า ยง – ยุด อยู่แล้ว อนึ่ง คำนี้คำโบราณจริง ๆ ท่านก็อ่านว่า สับ – ปฺระ – หฺยุด แม้แต่ในร้อยแก้ว เช่น กฎหมายตราสามดวง ก็ใช้อยู่ดาษดื่น ในหนังสือโบราณเขียนมี ห นำอยู่ด้วย
                ๔. อัปยศ คำนี้ก็เช่นกัน พจนานุกรมฯ ให้อ่านว่า อับ – ปะ – ยด แต่ในกลอนวรรครับ ต้องอ่านว่า อับ – ปะ – หฺยด เช่น
                                - บัดนี้เล่าเขาก็พาเอามาได้         เกรงจะให้ย่อยยับอัปยศ
                                 จะรีบรบพบองค์พระทรงยศ        หรือจะงดรอรั้งคอยฟังความ (พระอภัยมณี)
ดังนี้   คำว่า อัปยศ ต้องอ่านว่า อับ – ปะ – หฺยด แน่นอน เพราะเป็นกลอนวรรครับต้องอ่านเป็นเสียงเอก อนึ่ง คำนี้ ในหนังสือเก่าในกฎหมายตราสามดวง ถึงเป็นร้อยแก้วก็ให้อ่านว่า อับ – ปะ – หฺยด โดยโบราณเขียนว่า อัปหยศ ทีเดียว (มี ห นำกำกับ) 
                ๕. อักนิษฐ์ คำนี้ พจนานุกรมฯ ให้อ่านว่า อัก – กะ – นิด แต่ในกลอนวรรครับ ต้องอ่านว่า อัก – กะ – หฺนิด เช่น  
                                - พระสังข์ไม่พรั่นครั่นคร้าม         เหาะตามติดพันกระชั้นชิด
                                          บัดนั้น             ประชาชนคนดูอักนิษฐ์
                                 เห็นเหาะทั้งสองข้างต่างมีฤทธิ์    ให้คิดพิศวงงงงวย (สังข์ทอง)
                ๖. อัปลักษณ์ คำนี้ก็เช่นกันในที่ปกติให้อ่านว่า อับ – ปะ – ลัก แต่โบราณจริง ๆ ท่านว่า อับ- ปะ – หฺลัก เช่น ตัวอย่างใน พระอัยการวิวาทด่าตี ซึ่งอยู่ในกฎหมายตราสามดวง ซึ่งเป็นร้อยแก้วก็ยังให้อ่านว่า อับ – ปะ – หฺลัก โดยเขียนมี ห นำ เป็นหลักฐาน โปรดดูบทกลอนต่อไปนี้
                                - อันชนใดไม่มีดนตรีการ             ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก
                                 อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ      เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์
                                                                                           (ร. ๖ ในเวนิสวาณิช)
หรือ                          - ช่วยสอนสั่งทั้งเก้าว่าเจ้าปลง      ให้เห็นตรงลงในพระไตรลักษณ์
                                 อันรูปเหมือนเรือนโรคโสโครกครบ              เครื่องอาศภสูญกลับอัปลักษณ์ (สิงหไกรภพ)
จะเห็นว่าคำว่า อัปลักษณ์ ในกลอนทั้งสองนี้ต้องอ่านว่า อับ – ปะ – หฺลัก แน่นอน ตามระดับเสียงกลอนในวรรครับ
                ๗. การอ่านเพื่อเอื้อสัมผัสหรือข้อบังคับ ผู้อ่านร้อยกรองเป็นต้องรู้จักอ่านให้ได้สัมผัสหรือถูกต้องตามข้อบังคับของบทประพันธ์นั้น ๆ เช่น
                                - ขอเดชะพระนารายณ์อยู่สายสมุทร              พระโพกภุชงค์เฉลิมเสริมพระเศียร (รำพันพิลาป)
คำว่า ภุชงค์ ตามปกติอ่านว่า พุ – ชง แต่ในที่นี้ต้องอ่านให้สัมผัสกับ สมุทร ว่า พุด – ชง
                                - ขวัญพ่อพลายงามทรามสวาท     มาชมภาชนะทองอันผ่องใส (ขุนช้างขุนแผน)
คำว่า ภาชนะ ในที่นี้ต้องอ่านว่า พาด – ชะ – นะ เพื่อรับสัมผัสกับคำว่า สวาท
 
                                - โอ้ไม่ถึงครึ่งชาติสิ้นญาติ            อโหสิจะสู้บวชจนหนวดขาว
                                                (นิ. พระแท่นดงรัง ฉบับเณรกลั่น)
ในที่นี้ คำว่า ญาติ ต้องอ่านว่า ยาด – ติ    เพื่อสัมผัสกับคำว่า อโหสิ และให้กลอนมีจำนวนคำครบ ๘ คำ
                                - แบ่งบุญสุนทรเชื้อ                     ชินวงศ์       (โคลงนิ. สุพรรณ)
โคลงบาทนี้ผู้อ่านไม่เป็นจะอ่านคำว่า สุนทร ว่า   สุน – ทอน   ซึ่งไม่เป็นเสียงเอก (ในที่นี้เป็นคำตายแทนเสียงเอก) ส่วนผู้รู้ข้อบังคับของโคลง จะอ่านว่า สุน – ทะ – ระ เพื่อให้ส่วนของคำว่า ทร เป็นเสียงคำตาย
                                - ซ้ำไพเราะน้ำเสียง    อรเพียงภิรมย์ประเลง (มัทนะพาธา)
บทประพันธ์นี้เป็นอินทรวงศ์ ฉันท์ ๑๒   คำว่า อร เป็นเสียง ลหุ ต้องอ่านว่า อะ – ระ จะอ่านว่า ออน หรือ ออ – ระ ไม่ได้ เพราะจะไม่ครบคณะฉันท์และไม่เป็นเสียง ลหุ
ฯลฯ
                ๘. การอ่านแบ่งจังหวะวรรคตอน นอกจากการอ่านเป็นคำ ๆ แล้ว การอ่านโดยแบ่งจังหวะเพื่อสัมผัสในวรรคก็สำคัญ และเป็นตัวชี้ว่า อ่านร้อยกรองเป็นมากน้อยเพียงใด โปรดสังเกตและอ่านกลอนวรรคต่อไปนี้
                                ๘.๑ อภิวันท์ลาบาทพระชินวร      ผู้อ่านโดยทั่วไปจะอ่านตามจังหวะธรรมดาว่า
“อภิวันท์ ลาบาท พระชินวร” แต่อ่านเพื่อให้ได้สัมผัสจะต้องอ่านว่า “อภิวันท์ ลาบาทพระ ชินวร” (นิ. พระบาท)
                                ๘.๒ ครานั้นสมเด็จพระพันวสา    กลอนเสภาวรรคนี้ก็เช่นกัน ผู้ขับพื้น ๆ จะขับว่า
“ครานั้น สมเด็จ พระพันวสา”    แต่ผู้ขับอาชีพจะขับว่า “ครานั้น สมเด็จพระ พันวสา” ซึ่งจะได้สัมผัสดีกว่า (ขุนช้างขุนแผน)
                                ๘.๓ นี่แม่ยายแล้วสิริให้ กลอนบทละครนี้จุดเน้นอยู่ที่คำว่า สิริ โดยปกติคนจะอ่านว่า สิริ (คำเดียว ๒ พยางค์) แต่ในที่นี้เป็น ๒ คำ คือ สิ (ซิ) และ ริ จึงต้องอ่านว่า “นี่แม่ยาย   แล้วสิ ริให้” จึงจะถูกต้องตามบริบทและใจความของละครตอนนี้ (สังข์ทอง)
                                ๘.๔ เขียนมาเต็มเล่มแล้วจะสิ้นสมุด กลอนวรรคนี้ลองให้เด็ก ๆ อ่าน เกือบทุกคนจะอ่านว่า   “เขียนมาเต็ม เล่มแล้ว จะสิ้นสมุด” แต่ถ้าจะอ่านให้ได้สัมผัสจะต้องปรับวรรคตอนว่า “เขียนมาเต็ม   เล่มแล้วจะ สิ้นสมุด” (รำพันพิลาป)
ฯลฯ
                ๙. กลอนที่มีผู้แก้ไข ในการพิมพ์วรรณคดียุคใหม่บางสำนักพิมพ์นิยมปรับอักขรวิธีให้เป็นแบบปัจจุบันพื่อคนรุ่นใหม่จะได้เข้าใจง่าย (ซึ่งมีทั้งคุณและโทษ) หรือบางทีผู้พิมพ์ซึ่งสักว่าเป็นผู้พิมพ์หนังสือเป็น แต่ไม่เข้าใจเรื่องกลอนคิดว่าต้นฉบับผิดก็แก้ไขให้เสียเอง ตัวอย่างที่พบ เช่น
                                - พระฤๅษีมีพรตประทษร้าย (พระอภัยมณี) ผู้พิมพ์นึกว่าคำว่า ประทษ ตกสระ อุ ก็ใส่ให้เป็น ประทุษ ทำให้กลอนของท่านเสียสัมผัส
                                - จะลาพรตอตส่าห์พยายาม (พระอภัยมณี) ผู้พิมพ์เห็นคำว่า อตส่าห์ นึกว่าตกสระ อุ ก็ใส่ให้เป็น อุตส่าห์ เหมือนคำปกติ ทำให้กลอนของท่านเสียสัมผัส
                                - ฤๅษีสาวดาวบสแสนอดสู   (พระอภัยมณี) ผู้พิมพ์นึกว่าคำว่า ดาวบส ผิด ก็แก้เป็น ดาบส คำให้กลอนเสียสัมผัส
                การแก้ทำนองนี้บางครั้งเป็นการแก้ทั้งวรรค   เช่น ในสมัย ร. ๕ – ร. ๖ ยุคที่มีการพิมพ์พระอภัยมณีใหม่ ๆ มีกลอนวรรคหนึ่งในพระอภัยมณี (ตอนครองเมืองผลึก ซึ่งเป็นแบบเรียน ม. ๓) สมัยเก่า ของเดิมในต้นฉบับที่เป็นตัวเขียนว่า “นิราแรมรสรักนางอักษร” หรือบางฉบับเป็น “นิราแรมรสรักดังอักษร” แต่มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจคุมหอพระสมุดฯ สมัยนั้นเห็นว่าใช้คำว่า อักษร ผิด แก้เป็นอัปสร และแก้คำว่า รสรัก เป็น รสลับ กลอนวรรคนี้จึงเป็น “นิราแรมรสลับนางอัปสร” และฉบับพิมพ์ทั้งหลาย ตั้งแต่สมัย ร. ๕ – ร. ๖ เป็นต้นมา ก็แก้ไขเป็นอย่างนี้หมดทั้งสิ้น ยกเว้นแต่ต้นฉบับตัวเขียน (สมุดข่อย) ซึ่งอยู่ในแผนกอักษรโบราณในหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งยังคงคำเดิมไว้
                สุนทรภู่ใช้คำว่า “อักษร” เพื่อสัมผัสกับคำว่า “รสรัก”      หรืออีกนัยหนึ่งตามเนื้อหาในพระอภัยมณีตอนนี้กล่าวถึงนางสุวรรณมาลีซึ่งหนีไปบวช นางสุวรรณมาลีไม่ใช่เป็นนางอัปสร ซึ่งแปลว่า นางฟ้า เป็นแต่เพียงนางกษัตริย์ซึ่งเป็นคนธรรมดา ในอีกต้นฉบับหนึ่งจึงใช้คำว่า “ดังอักษร” ซึ่งแปลทำนองว่า “ดังข้อความที่กล่าวมา” นั่นเอง ได้ถ่ายเอกสารในต้นฉบับตัวเขียนมาเป็นหลักฐาน ดังต่อไปนี้
 
 
 
หลักฐานจากเอกสารโบราณฉบับตัวเขียนที่ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลง
 
                สรุป 
                ๑. การอ่านร้อยกรอง นอกจากอ่านให้ถูกต้องตามอักขรวิธีแล้ว ยังต้องอ่านให้ถูกต้องตามข้อบังคับของบทประพันธ์นั้น ๆ คำบางคำอ่านปกติอย่างหนึ่ง แต่อาจจะต้องอ่านเพื่อเอื้อฉันทลักษณ์และเอื้อสัมผัสอีกอย่างหนึ่ง และการแบ่งวรรคตอนจะต้องเป็นไปเพื่อเอื้อสัมผัสด้วย
                ๒. การพิมพ์หนังสือวรรณคดีหากจำเป็นต้องแก้อักขรวิธี ควรแก้แต่เพียงรูปคำให้เสียงคำคงเดิม มิฉะนั้นจะผิดสัมผัส อนึ่ง คำที่ใช้ในต่างสมัยกันควรคงไว้แบบเดิม แต่ทำเชิงอรรถอธิบาย ให้เป็นความรู้ในเชิงวิวัฒนาการของภาษาแก่ผู้เรียน
                ๓. ไม่ควรแก้ถ้อยคำที่กวีใช้เพียงเพื่อให้ถูกต้องตามหลักอักษรศาสตร์ แต่ต้องคำนึงถึงวรรณศิลป์ด้วย มิฉะนั้นแทนที่จะเป็นการผดุงวรรณคดีก็จะกลายเป็นเผด็จวรรณคดี ดังได้พบเห็นบ้างแล้วในการพิมพ์วรรณคดีในยุคนี้
 

รายละเอียดเพิ่มเติม View File
 
 
 
 
 
อาคาร สพฐ. ๓ ชั้น ๕ ที่ตั้งสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย

การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ : พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
ยกระดับเจตจำนงทางการเมือง
สาระดีๆจากศาลปกครอง
สาระดีๆจากศาลปกครอง
เช็คเมล์
กระทรวงศึกษาธิการ
สำนักงาน ก.พ.
สสส
SchoolNet
ใบสมัครสมาชิก
facebook
Youtube
bangkokidea